ครอบครัว

เด็กอาเจียน สาเหตุและวิธีดูแลที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอาเจียนเป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อยและมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สาเหตุที่พบบ่อยคืออาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาหารเป็นพิษ การแพ้อาหาร การติดเชื้อในร่างกาย ส่วนในเด็กเล็กอาจเกิดจากการดื่มนมมากเกินไป ซึ่งทำให้เด็กมีอาการไม่สบายท้อง ปวดท้อง อาเจียนนมหรืออาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา บางคนอาจมีไข้และท้องเสียร่วมด้วย

เด็กอาเจียนมักไม่รุนแรงและหายได้ในเวลาไม่นาน ทั้งนี้ พ่อแม่ควรระมัดระวังภาวะขาดน้ำที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อาเจียนต่อเนื่องกันหลายรอบ ควรให้เด็กพักผ่อนมาก ๆ และดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุในร่างกายจากการอาเจียน หากอาการอาเจียนของเด็กไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเป็นสัญญาณบอกโรคที่ควรได้รับการรักษา

78win trang cá cược trực tuLiên kết đăng nhập

สาเหตุของเด็กอาเจียนที่พบบ่อย

เด็กอาเจียนพบได้ทั้งในทารก เด็กเล็ก และเด็กโต ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

โรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ (Gastroenteritis)

โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ เกิดจากการติดเชื้อในระบบย่อยอาหาร มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โนโรไวรัส (Norovirus) และโรต้าไวรัส (Rotavirus) แต่บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน

ทารกและเด็กเล็กมีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคนี้ได้ง่ายจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ การสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อ และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้โดยตรง ทำให้เด็กอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว เบื่ออาหาร และมีไข้ กรณีที่ติดเชื้อไวรัสเด็กมักอาการดีขึ้นภายในเวลาไม่นาน พ่อแม่ควรดูแลเด็กไม่ให้ขาดน้ำ แต่หากติดเชื้อแบคทีเรียอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อ

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารที่หมดอายุหรือเน่าเสียจากการจัดเก็บไม่เหมาะสม ทำให้เชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต เข้าสู่ร่างกาย เด็กจะมีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ แต่อาการมักรุนแรงกว่า เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก

การสำรอกในทารก (Regurgitation)

การสำรอกนมและอาหารขณะรับประทานเป็นภาวะที่พบได้ในทารก ซึ่งอาจเกิดจากการที่ระบบย่อยอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรืออาจพบในเด็กที่แม่ป้อนนมให้ดื่มมากเกินไป หรือรูจุกขวดนมใหญ่เกินไป ทำให้น้ำนมไหลออกมาในปริมาณมากจนเกิดการสำลัก และทำให้เด็กอาเจียนได้ 

โดยทั่วไป การสำรอกอาหารและนมจากสาเหตุเหล่านี้มักดีขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น หรือให้เด็กดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม แต่กรณีที่เด็กอาเจียนมาก หรือไม่สามารถรับประทานนมหรืออาหารใด ๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง (Lactose Intolerance)

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กอาเจียน เกิดจากการที่ระบบย่อยอาหารของเด็กไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่พบในนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้ เมื่อดื่มนมจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน

แพ้อาหาร (Food Allergies)

แพ้อาหารเป็นอาการที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติต่ออาหารบางชนิดที่รับประทานเข้าไป เช่น นม ถั่ว ไข่ ข้าวสาลี และอาหารทะเล ทำให้เด็กอาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ตาและปากบวม มีผื่นลมพิษขึ้น และหายใจลำบาก ซึ่งอาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน หากมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การติดเชื้อ

การติดเชื้อในร่างกายจากไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่น ๆ อาจทำให้เด็กอาเจียนได้ เช่น ไข้ไทฟอยด์ ไข้เลือดออก การติดเชื้อในหู การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) ปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ที่รุนแรงตามมา

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

การอุดตันของอุจจาระในไส้ติ่ง หรือการติดเชื้อในร่างกายอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งทำให้เด็กปวดท้องอย่างเฉียบพลันบริเวณรอบสะดือ เมื่อเกิดการอักเสบมากขึ้นอาจทำให้ปวดท้องด้านล่างขวา หากปวดมากอาจทำให้นั่งหรือยืนตรงไม่ไหว รวมทั้งทำให้เด็กอาเจียน คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร 

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ไส้ติ่งแตกและเป็นอันตรายถึงชีวิต 

การกลืนสารพิษ

การกลืนสารพิษเป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กมักหยิบสิ่งของใกล้มือเข้าปาก สารพิษที่เด็กกลืนเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นยา เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน ยาฆ่าแมล และผลิตภัณฑ์ซักผ้า ซึ่งทำให้เด็กอาเจียน ง่วงซึม ชัก และหายใจลำบาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด 

สาเหตุอื่น ๆ

เด็กอาเจียนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ความเครียด กรดไหลย้อน อาการเมารถขณะเดินทาง ลำไส้อุดตัน และภาวะอาเจียนเรื้อรัง (Cyclic Vomiting Syndrome) ซึ่งทำให้เด็กอาเจียนอย่างรุนแรงในระยะหนึ่งแล้วหายไป จากนั้นไม่นานอาจกลับมามีอาเจียนใหม่เป็นวงจรซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

การดูแลเมื่อเด็กอาเจียน

โดยทั่วไป เด็กอาเจียนมักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาการมักไม่รุนแรงและจะดีขึ้นหลังจากได้รับการดูแลเบื้องต้น พ่อแม่ควรดูแลเด็กที่มีอาการอาเจียน ดังนี้

ป้องกันภาวะขาดน้ำ

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเด็กอาเจียนคือระวังไม่ให้เด็กขาดน้ำ ควรให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ ชดเชยปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไป โดยเฉพาะเด็กที่มีไข้และท้องเสียร่วมด้วย โดยวิธีการดูแลจะแบ่งตามช่วงอายุ ได้แก่

  • ทารกอายุมากกว่า 6 เดือนที่ดื่มนมแม่ ให้ดื่มนมแม่ต่อไป แต่ให้ดื่มบ่อยขึ้น หรืออาจให้เด็กดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) ได้ภายใน 12 ชั่วโมงแรกหลังจากอาเจียน
  • ทารกที่ดื่มนมผง งดให้เด็กดื่มนมผง และให้ดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ หรือน้ำมะพร้าว ซึ่งมีน้ำตาลและแร่ธาตุที่ดีสำหรับร่างกายในช่วง 12 ชั่วโมงแรกหลังจากอาเจียน โดยให้จิบบ่อย ๆ ทุกครั้งหลังจากอาเจียน จากนั้นจึงให้ดื่มนมผงตามปกติ โดยค่อย ๆ ให้ดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง 
  • เด็กโตให้จิบน้ำ น้ำมะพร้าว หรือน้ำผสมผงเกลือแร่บ่อย ๆ ทุก 15 นาทีโดยประมาณ

หากเด็กอาเจียนหลายครั้งต่อเนื่องกัน ควรรอให้หยุดอาเจียนก่อน 20–30 นาที แล้วค่อยให้ดื่มนมหรือน้ำผสมผงเกลือแร่ เมื่อเด็กอาการดีขึ้นและไม่อาเจียนแล้ว ให้ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณนมหรือน้ำทุก 3–4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ไม่ควรให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ น้ำหวาน และน้ำอัดลม เนื่องจากมีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจทำให้เด็กท้องเสียมากขึ้น

ปรับการรับประทานอาหาร

หากเด็กอาเจียนต่อเนื่อง ควรงดให้นมหรืออาหารใด ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น เด็กอาจเริ่มรับประทานอาหารได้หลังจากที่ดื่มน้ำ นม หรือน้ำผสมผงเกลือแร่แล้วไม่อาเจียนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง แต่โดยทั่วไปควรงดอาหารปกติที่รับประทานอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากเด็กอาเจียน

สำหรับเด็กเล็กที่รับประทานอาหารได้ตามวัยแล้วควรให้รับประทานอาหารอ่อน เช่น กล้วยบด ข้าวบด และข้าวต้ม เด็กโตอาจให้รับประทานอาหารรสอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป มันบด 

ให้เด็กพักผ่อน

เด็กอาเจียนมักเกิดอาการอ่อนเพลีย ควรให้เด็กพักผ่อนมาก ๆ งดให้เด็กออกกำลังกายหรือออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยอาจให้เด็กเล่นของเล่นหรือเดินเล่นบริเวณรอบ ๆ บ้านได้ หากเด็กอาเจียนจากการติดเชื้อโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ ควรงดให้เด็กออกจากบ้านและไปโรงเรียนในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังจากมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

ระมัดระวังการให้ยา

หากเด็กมีอาการปวดหรือมีไข้ อาจให้รับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้เอง เช่น พาราเซตามอล โดยปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับขนาดและปริมาณยาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ห้ามให้ยาแอสไพริน (Aspirin) กับเด็ก เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงอันตรายได้

นอกจากนี้ ไม่ควรให้ยาแก้ท้องเสียและยาแก้อาเจียน (Antiemesis) กับเด็กเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่งจ่าย เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงต่อสุขภาพ

อาการเด็กอาเจียนที่ควรไปพบแพทย์

พ่อแม่ควรสังเกตอาการเด็กอาเจียน หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรพาไปพบแพทย์

  • เด็กอาเจียนต่อเนื่องจนไม่สามารถป้อนนมหรือดื่มน้ำได้ และมีอาการขาดน้ำ เช่น กระสับกระส่าย เซื่องซึม ปากแห้ง น้ำตาไหลน้อยลง ปัสสาวะน้อยลง และกระหม่อมบุ๋มในเด็กทารก
  • เด็กอาเจียนและมีไข้ที่ที่อายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • เด็กอาเจียนพุ่งแรง (Projectile Vomiting) อาเจียนไม่หยุด อาเจียนเป็นสีเหลืองปนเขียว และอาเจียนปนเลือด
  • มีอาการอื่นร่วมกับการอาเจียน เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดหัว คอแข็ง ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือถ่ายเป็นเลือด
  • เด็กอาเจียนจากการกลืนสารพิษ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด โดยถ่ายรูปฉลากหรือนำบรรจุภัณฑ์ไปด้วย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษาของแพทย์ 

การป้องกันเด็กอาเจียนทำได้โดยให้เด็กล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังกลับบ้าน หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนหยิบจับอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นขณะที่มีอาการอาเจียน และงดให้เด็กไปเล่นหรือสัมผัสคลุกคลีกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่มีอาการป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ